หน้าแรก/ความรู้/วิธีเสนอกฎหมายภาคประชาชน ทำได้จริงไหม?
คู่มือ#เสนอกฎหมาย#รัฐธรรมนูญ#คู่มือ#มาตรา133

วิธีเสนอกฎหมายภาคประชาชน ทำได้จริงไหม?

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 133 เปิดช่องให้ประชาชน 10,000 คน ร่วมกันเสนอกฎหมายได้ — แต่กระบวนการที่แท้จริงเป็นอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน มีขั้นตอนอะไรบ้าง และเคยสำเร็จจริงไหม

ที

ทีม WeLaw

ฝ่ายกฎหมาย

2026-04-15

🕐 12 นาที

วิธีเสนอกฎหมายภาคประชาชน ทำได้จริงไหม?

ทำได้จริง — แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

คำตอบสั้น ๆ คือ ทำได้จริง รัฐธรรมนูญไทยเปิดช่องให้ประชาชนเสนอกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2540 และมีตัวอย่างที่สำเร็จจริงแล้วในประวัติศาสตร์ไทย แต่กระบวนการนั้นยาวนาน ซับซ้อน และมีเงื่อนไขที่ต้องเข้าใจก่อนลงมือ

บทความนี้จะพาไปรู้จักสิทธิ์นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ — ฐานกฎหมายที่รองรับ ขั้นตอนแต่ละก้าว ข้อจำกัดที่มีอยู่จริง ไปจนถึงบทเรียนจากกรณีตัวอย่างที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้น: ประวัติสิทธิ์เสนอกฎหมายของประชาชนไทย

สิทธิ์ในการเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชนไม่ได้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในอดีตการออกกฎหมายเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเท่านั้น

รัฐธรรมนูญ 2540 หรือที่เรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" คือจุดเปลี่ยน — เป็นครั้งแรกที่เปิดให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 170 ต้องรวบรวมรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน

รัฐธรรมนูญ 2550 ลดจำนวนลงเหลือ 10,000 คน เพื่อให้ภาคประชาชนเข้าถึงสิทธิ์นี้ได้ง่ายขึ้น และรัฐธรรมนูญ 2560 ยังคงตัวเลขนี้ไว้ในมาตรา 133 พร้อมกำหนดขอบเขตประเภทกฎหมายที่เสนอได้ชัดเจนขึ้น

ฐานกฎหมาย: มาตรา 133 รัฐธรรมนูญ 2560

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 133 บัญญัติว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (อายุ 18 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย) จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาได้

กฎหมายประเภทไหนที่เสนอได้?

ร่างกฎหมายของภาคประชาชนต้องเกี่ยวข้องกับ 2 หมวดหลักตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น:

- หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย — เช่น สิทธิในที่ดิน สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิในการชุมนุม - หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ — เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา สวัสดิการสังคม

ข้อจำกัดสำคัญ: หากร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับ "การเงิน" ต้องได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อน จึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้

กฎหมายลูกที่รองรับ: พ.ร.บ. การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564

ในปี 2564 มีการออก พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายลูกที่กำหนดรายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติอย่างชัดเจน และมีนวัตกรรมสำคัญคือ อนุญาตให้รวบรวมรายชื่อทางออนไลน์ได้ เป็นครั้งแรก ลดภาระการเดินทางและจัดการเอกสารอย่างมาก

นอกจากนี้ยังกำหนดให้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ช่วยประชาชนจัดทำร่างพระราชบัญญัติและเอกสารประกอบ โดยใช้เวลาไม่เกิน 90 วัน — หมายความว่าแม้ไม่มีนักกฎหมายในทีม ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐสภาได้

ขั้นตอนทีละก้าว: จากความคิดสู่กฎหมาย

ขั้นที่ 1 — รวมกลุ่มและกำหนดประเด็น

ก่อนอื่น ต้องมีกลุ่มผู้ริเริ่มที่ชัดเจน เลือกตัวแทน และกำหนดว่าต้องการแก้ปัญหาอะไร กฎหมายที่จะเสนอต้องเกี่ยวข้องกับหมวด 3 หรือหมวด 5 ตามรัฐธรรมนูญ

ขั้นที่ 2 — จัดทำร่างกฎหมาย

ร่างกฎหมายต้องมีองค์ประกอบครบ: - ชื่อร่างพระราชบัญญัติ - หลักการและเหตุผล ว่าทำไมต้องมีกฎหมายนี้ - เนื้อหาแต่ละมาตรา ที่เป็นภาษากฎหมายอย่างถูกต้อง - บทเฉพาะกาล (ถ้ามี)

หากไม่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สามารถยื่นขอความช่วยเหลือจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ฟรี

ขั้นที่ 3 — รวบรวมรายชื่อ 10,000 คน

นี่คือขั้นตอนที่ท้าทายที่สุด ผู้ลงชื่อแต่ละคนต้อง: - มีสัญชาติไทย - มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (มีสิทธิเลือกตั้ง) - แนบสำเนาบัตรประชาชนหรือยืนยันตัวตนดิจิทัล

ทำออนไลน์ได้แล้ว ตาม พ.ร.บ. 2564 รายชื่อสามารถรวบรวมผ่านระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรอง ซึ่งทำให้ขยายฐานผู้สนับสนุนได้ง่ายขึ้นมาก

ขั้นที่ 4 — ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

นำร่างกฎหมายพร้อมรายชื่อและเอกสารครบถ้วนยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาจะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร หากไม่ครบจะแจ้งให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

ขั้นที่ 5 — กระบวนการในรัฐสภา 3 วาระ

เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว จะผ่านกระบวนการ 3 วาระ:

วาระที่ 1 — รับหลักการ ส.ส. ลงมติว่าจะรับหลักการของร่างกฎหมายนี้ไปพิจารณาต่อหรือไม่ หากรับ จะตั้งคณะกรรมาธิการ

วาระที่ 2 — แปรญัตติ (คณะกรรมาธิการ) คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างทีละมาตรา อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานที่สุด และผู้เสนอมีสิทธิ์เข้าร่วมชี้แจง

วาระที่ 3 — ลงมติ ส.ส. ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างฉบับที่แก้ไขแล้ว

ขั้นที่ 6 — วุฒิสภา และประกาศใช้

หลังผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ส่งให้วุฒิสภาพิจารณา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

บทเรียนจากกรณีจริง

กรณี พ.ร.บ. ป่าชุมชน (พ.ศ. 2543) หนึ่งในตัวอย่างเด่นที่สุดคือร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ซึ่งภาคประชาชนโดยเครือข่ายชุมชนป่าไม้รวบรวมรายชื่อกว่า **50,000 คน** และยื่นต่อรัฐสภาในยุครัฐธรรมนูญ 2540 ร่างผ่านสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่วุฒิสภาแก้ไขเนื้อหาหลายจุดจนเบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์เดิม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลากว่า **2 ทศวรรษ** กว่าจะมีกฎหมายป่าชุมชนที่ใช้บังคับได้จริง

กรณี iLaw และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2563) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) รณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอคำถามประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวบรวมได้ถึง **211,904 รายชื่อ** แสดงให้เห็นว่าพลังของการรวมตัวออนไลน์สามารถทำได้จริงและได้ผลในระดับมาก

ความท้าทายที่ต้องรู้ล่วงหน้า

1. เวลา — กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่รวบรวมรายชื่อจนถึงประกาศใช้อาจใช้เวลาหลายปี

2. ทรัพยากร — แม้รัฐสภาช่วยจัดทำร่างได้ แต่การรณรงค์และสื่อสารกับสาธารณะต้องใช้งบประมาณและแรงงานมาก

3. ความเสี่ยงถูกแก้ไข — เมื่อร่างเข้าสู่คณะกรรมาธิการ อาจถูกแก้ไขจนเปลี่ยนเนื้อหาสำคัญ ผู้เสนอต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

4. ร่างกฎหมายการเงิน — หากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ต้องให้นายกฯ รับรองก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

WeLaw ช่วยได้อย่างไร

WeLaw ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้ โดยเฉพาะในด้านการรวบรวมรายชื่อ:

- ยืนยันตัวตนออนไลน์ ด้วยบัตรประชาชนดิจิทัล ไม่ต้องพิมพ์เอกสารหรือเดินทาง - ติดตามความคืบหน้า ของแต่ละร่างกฎหมายแบบเรียลไทม์ - สร้างความโปร่งใส ให้ผู้สนับสนุนเห็นว่ารายชื่อของตนถูกนับรวมแล้ว - เชื่อมโยงกับกระบวนการสภา เพื่อส่งต่อรายชื่อที่ผ่านการตรวจสอบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สิทธิ์เสนอกฎหมายมีอยู่จริงในรัฐธรรมนูญ คำถามคือเราจะใช้มันได้จริงแค่ไหน — และ WeLaw อยากเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบนั้น

บทความนี้เป็นประโยชน์ไหม?

แชร์ให้เพื่อนที่สนใจกฎหมายประชาชน

ร่วมลงชื่อ →
วิธีเสนอกฎหมายภาคประชาชน ทำได้จริงไหม? — WeLaw